TECH

รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ | การเผยแพร่ | การสังเคราะห์ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเทคโนโลยี

รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ | การเผยแพร่.

ดูเลย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเผยแพร่ หรือข่าวที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โปรดไปที่: huahinsunvilla.com/technology การกระทำ

รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และรูปภาพที่เกี่ยวข้องการเผยแพร่

รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ การเผยแพร่.

โครงการสัมมนาวิชาการเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยของ SMEs “พลวัตของพระพุทธศาสนา: บทบาทของพระภิกษุ สามเณร วัด และธรรมะในสังคมไทยในยุคผู้บริโภค”. แบบอย่างของพระพุทธศาสนาเผยแพร่โดยพระสงฆ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ดร.ณัฐพัชรสายเสนา – มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้อง 605 ชั้น 6 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)..

>>> สามารถหาข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่นี่ huahinsunvilla.com
แบ่งปันที่นี่

การเผยแพร่ – การค้นหาที่เกี่ยวข้อง.

#รปแบบการเผยแพรพระพทธศาสนาของพระสงฆผานสอสงคมออนไลน.

บทบาทของพระ เณร วัด และธรรมะในสังคมไทยยุคบริโภค

รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

การเผยแพร่.

หวังว่า ข้อมูล ในหัวข้อ การเผยแพร่ นี้จะ เสนอมูลค่า มาสู่คุณ ขอบคุณมาก.

Malee Siriporn

สวัสดีทุกคนฉันชื่อมาลีเจ้าของวิลล่าหัวหินซันวิลล่าฉันและหุ้นส่วนของฉันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการที่ดีที่สุดแก่คุณ ฉันหวังว่าจะได้ให้บริการคุณเร็ว ๆ นี้ในอนาคตอันใกล้นี้

Related Articles

One Comment

  1. โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนสำคัญที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ได้ประทานไว้

    ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ถือว่าประพฤติผิดพระธรรมวินัยอย่างไร?

    เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก การสงเคราะห์ชนต่างๆ เป็นความลำบากดังนี้ จึงไม่ชอบใจหมู่คณะ นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย( ประจบคฤหัสถ์ ) เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มักติดรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ นักปราชญ์ได้กล่าวการกราบไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลาย ว่าเป็นเปือกตมและเป็นลูกศรที่ละเอียดถอนได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากยิ่ง เราลงจากเสนาสนะแล้วก็เข้าไปบิณฑบาตยังนคร เราได้เข้าไปหาบุรุษโรคเรื้อน ผู้กำลังบริโภคอาหารด้วยความอ่อนน้อม บุรุษโรคเรื้อนนั้น ได้น้อมเข้าซึ่งคำข้าวด้วยมือโรคเรื้อน เมื่อเขาใส่คำข้าวลง นิ้วมือของเขาก็ขาดตกลงในบาตรของเรานี้ เราอาศัยชายคาเรือน ฉันข้าวนั้นอยู่ ในเวลาที่กำลังฉันและฉันเสร็จแล้ว เรามิได้มีความเกลียดชังเลย

    ห้ามฝ่ายฆราวาสทั้งปวง อย่าให้ถวายเงินทองนากแก้วแหวนแลสิ่งของอันมิควร แก่สมณะเป็นต้น แลทองเหลืองทองขาวทองสำฤทธแก่ภิกษุสามเณร แลห้ามอย่าให้ถวายบาตร นอกกว่าบาตรเหล็กบาตรดิน แลนิมนตใช้สอยพระภิกษุสามเณร ให้ทำการสพการเบญจาแลให้นวดแลทำยา ดูลักขณะ ดูเคราะห แลวาดเขียนแกะสลักเปนรูปสัตว แลใช้นำข่าวสารการฆราวาสต่าง ๆ แลห้ามบันดาการภิกษุสามเณร กระทำผิดจากพระปาฎิโมกขสังวรวินัย ภิกษุพึงรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส ส่วนภิกษุต้องอาบัติด้วยความไม่ละอายอย่างไร? คือ ภิกษุรู้อยู่ทีเดียวว่าเป็นอกัปปิยะ ฝ่าฝืน ทำการล่วงละเมิด สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุ แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงความลำเอียงด้วยอคติ ภิกษุเช่นนี้ เราเรียกว่า "อลัชชีบุคคล"

    เปรียบเหมือนผู้หนึ่ง ตกเข้าไปในกองเพลิง เมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิงก็รีบออกหนี จึงจะพ้นความร้อน ถ้ารู้ว่าตัวตกเข้าไปอยู่ในกองเพลิงแต่ไม่ได้พยายามหลีกหนีออก จะพ้นความร้อน ความไหม้อย่างไรได้ ข้ออุปมานี้ฉันใด บุคคลผู้รู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นโทษแต่ไม่ได้ละเสีย ก็ไม่ได้พ้นจากโทษ เหมือนกับผู้ที่ไม่พ้นกองเพลิง ฉะนั้น

    การตัดสินพระธรรมวินัยแปดอย่าง พึงรู้ว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (กล่าวคือคำสอนของพระศาสดา) จึงจะเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นสัตถุศาสน์( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม๘ ) คือ
    ๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
    ๒. เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์
    ๓. เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
    ๔. เป็นไปเพื่อความอยากน้อย
    ๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ
    ๖. เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลี
    ๗. เป็นไปเพื่อความพากเพียร
    ๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย

    พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางซึ่งสุขในโลกธรรม ๘ )ว่าด้วย" กิน กาม เกียรติ
    ๑.วางลาภ ตัดความกังวลในปัจจัย๔ (ปลิโพธ) ให้มักน้อยในปัจจัย คือให้ละความโลเลในปัจจัย คือ เมื่อได้อย่างดี อย่างปราณีต ก็ให้บริโภค อย่างดีอย่างปราณีต ได้อย่างเลวทรามต่ำช้า ก็ให้บริโภคอย่างเลวทรามต่ำช้า ตามมีตามได้ ไม่ให้ใจขุ่นมัวด้วย ซึ่งพระภิกษุมีค่าตัวเพียงบาทเดียว ขโมยเงินแม้แต่บาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระ แต่พระสังฆาธิการ ตอนนี้มีเงินไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน เพราะฉะนั้นหากตรวจสอบพระสังฆาธิการไม่ได้ ทุกอย่างก็เหลวหมด

    ๒.วางยศ พระมียศถาบรรดาศักดิ์และมีสมณศักดิ์ จนต้องซื้อขายตำแหน่งกันในมูลค่ามหาศาล ในสมัยพุทธกาล พระทุกรูปเสมอภาคกันหมด ไม่ว่าพระที่เป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระที่เป็นลูกจัณฑาล ลูกหญิงโสเภณี มันต้องเสมอภาคกันหมด ไม่มีแบ่งแยก ไม่มีแตกแยก ตามแนวทาง สาราณียธรรม ๖ แต่ในปัจจุบันมีแต่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเพิ่มมากขึ้น แล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร มีทั้งสมเด็จบ้าง มีเจ้าคุณบ้าง ถ้าถามว่า บริหารเพื่อใคร ถ้าเพื่อตัวเอง ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการดับทุกข์โดยส่วนรวม ก็รู้ไปเปล่าๆ แล้วพระสมเด็จบางองค์ ท่านอายุน้อย ยึดในตัวตน ก็เลิกเคารพท่านเจ้าคุณที่อาวุโสกว่าไปเลย ทั้งที่หลักอาวุโสของพระภิกษุสงฆ์ มีความสำคัญมาก

    ๓.วางสรรเสริญได้ นินทาก็ไม่ต้อง เกิดตามเห็นตามอีกต่อไป เป็นอันเลิกสนใจไป เห็นเป็นสิ่งไร้แก่นสาร การมาเข้ามาบวชนี้ ก็เพื่อมาละอัตตาตัวตน มาทำตัวให้ต่ำลงมากยิ่งดี เพื่อระงับดับกิเลส ให้จิตใจนั้นเหมือนแผ่นดิน คนที่มีคุณธรรมสูงจะไม่หลงไหลยึดติดกับสมมติต่างๆ เช่น ความสูงต่ำความใหญ่ความโตในฐานะทางโลก แต่จะยึดถือความสูงต่ำในทางธรรม “พระผู้มีพระภาคเจ้าสอนให้ปล่อยให้วางทั้งข้างหน้า ข้างหลัง และท่ามกลาง มิให้ยึดติดในอารมณ์อันเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อารมณ์ที่พอใจหรืออารมณ์ที่ไม่พอใจ เมื่อเกิดขึ้น จงปล่อยวางเป็นกอง ๆ ไว้ ณ ที่นั้น อย่านำมาเก็บไว้แบกไว้” เมื่อ“เขาด่าว่าเราบนบก จงกองคำด่าว่านั้นไว้บนบก อย่านำติดไปในน้ำด้วย เขาว่าเราในน้ำ จงกองคำด่าว่านั้นไว้ในน้ำ อย่านำติตตัวขึ้นมาบนบก เขาด่าว่าในเมือง จงกองไว้ในเมือง อย่านำติดตัวมาจนถึงเชตวันนี้ด้วย”

    ๔.วางสุข ในประสาททั้ง๕ อันมี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รวมเรียกว่า กามคุณ ๕ เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี่ ก็เพราะกามนี้เอง เกิดตายเป็นแสนเป็นล้านชาติ เพราะสุขทุกข์มี การยึดมั่นถือมั่นจึงมี เพราะสุขทุกข์ดับ การยึดมั่นถือมั่นจึงดับ ด้วย"สุขกับทุกข์ ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เป็นของติดกันอยู่ ครั้นวางสุข ทุกข์ไม่ต้องวาง มันก็หายไปเอง เข้าสู่พระนิพพานด้วยอาการแบบนี้

    ต้องเข้าใจคำว่าพระสงฆ์โดยสมบูรณ์ก่อน พระสงฆ์ จัดเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย ซึ่งได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยพระสงฆ์ในพระรัตนตรัยหมายถึงเฉพาะพระอริยสงฆ์ คือบุคคลไม่ว่าคฤหัสถ์หรือนักบวช และไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดา ที่ปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุมรรคผล แต่โดยทั่วไปมักเข้าใจว่าพระสงฆ์คือภิกษุหรือภิกษุณี คือมนุษย์ที่ได้ฟังคำสั่งสอนแล้วเกิดความเลื่อมใสจนสละเรือนออกบวชตามพระพุทธเจ้า เพราะต้องการจะได้บรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ถือเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา เมื่อใดมีใจเป็นพระผู้ทรงคุณงามความดีที่มีศีลาจารวัตรอันงดงาม ย่อมพบความสุขที่แท้จริง ส่วนตำแหน่ง "พระสังฆราช" ไม่มีในพุทธโอวาทให้ได้ขวนขวายกัน ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นสิ่งที่ผู้คนทางโลกสมมุติขึ้นมา ถ้าจะให้ถูกต้องแล้ว ในสมัยพุทธกาลก็ไม่มีตำแหน่งนี้ พระสังฆราชจะตั้งก็ได้ ไม่ตั้งก็ได้ ในยุคปัจจุบันนี้ ขอให้มีเกิดความสงบสุขในพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง ก็เพราะว่า ประมุขแห่งพระพุทธศาสนามีเพียงพระองค์เดียวคือ พระพุทธเจ้า และหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว สิ่งที่ถือเอาเป็นตัวแทนพระองค์พระพุทธเจ้าคือ พระธรรมวินัย ( ปล่อยวางสุขในโลกธรรม ๘ ) มหานิกาย กับ ธรรมยุต ก็มีพระธรรมวินัยเดียวกัน เมื่อเป็นพุทธสายเถรวาท คงต้องห้ามบัญญัติเพิ่ม หรือตัดทอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด ความเจริญก็พึงอยู่ได้ ไม่มีความเสื่อมเลย เป็นการมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระนิพพาน

    พระดี…ดูได้ไม่ยาก ( มักน้อย สันโดษไม่สะสม )
    พระดี…ดูได้จากการสละ ( ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง )
    พระดี…ดูได้จากการวาง ( วางสุขในโลกธรรม ๘ )
    พระดี…ดูได้จากการวางตน ( น่าเคารพ )
    พระดี…ดูได้จากศีล ( ไม่เห็นแก่ตัว รักผู้อื่น )
    พระดี…ดูได้จากใจ ( กระทำจิตให้บริสุทธิ์ ขาวรอบ )
    พระดี..จึงประพฤติอยู่ในพระธรรมวินัย ( กระทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ )…ดังนี้ https://youtu.be/O0rF0RDxZfI

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button